Uncategorized

กลุ่มเทพฟิวรีย์ หรือในอีกชื่อหนึ่งเรียกว่าอิรินเนส เวีแห่งกรลงทัณฑ์หรือลางแค้น เกิดจากหยดเลือดของมหาเทพอูรานอสที่ตกต้องผืนพสุธาของมารดาแห่งปวงเทพอย่างเทพีไกอา ในวันที่พระองค์ถูกเทพโครนอสก่อกบฏแย่งชิงสวรรค์ไป เนื่องจากเทพฟิวรียเกิดมาในช่วงเวลาที่เทพอูรานอวเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังที่ถูกเทพีไกอาผู้เป็นภรรยาหักหลัง จึงมีดวงตาสีแดงฉานทีเต็มไปด้วยโทสะ และมักจะมีหยดเลือกไหลออกจากตาอยู่เสมอ ทรงผมของพวกนางสามารถกลายเป็นงูร้ายนับพันตัวเข้าทำลายคู่ต่อสู้ ยังมีกรงเล็บแหลมคมที่สามารถฉีกทั้งเนื้อมนษย์หรือเทพตนใดก็ได้ด้วยการตวัดเพยงครั้งเดียว พวกนางมีอยู่ด้วยกัน 3 องค์ คือเทพีอเลกโต ผู้ลงทัณฑ์มนุษย์ที่ทำความชั่วจากการคบชู้ ความริษยามุ่งร้ายในด้านชู้สาว และเทพีธิซีโฟส ผู้ลงทัณฑ์มนุษย์ที่ทำบาปร้ายแรงอย่างการฆาตกรรม ไม่ว่าจ่าผู้อื่น ญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่งการทำอัตนิวิบากกรรมก็ตาม พวกนางอาศัยอยู่ในส่วนที่มืดที่สุดของยมโลก มีหน้าที่ลงโทษดวงวิญญาณที่ทำบาปตามคำพิพากษาเหล่าคณะตุลาการแห่งยมโลก โทษขั้นต้นคือการโบยตีด้วยแส้ และขั้นสูงสุดคือการควักลูกตากับการฉีกเนื้อออกมาทั้งเป็น แถมเนื้อกับลูกตายังจะงอกขึ้นมาใหม่เพื่อรอรับการลงโทษในครั้งต่อไป ขอบอกว่าแม้แต่เทพด้วยกันเองก็มิอาจหยุดยั้งการทำหน้าที่ของพวกนางได้ เพราะฉะนั้น อย่างทำความชั่วนะ   !!

ลามาซู นายทวารผู้เฝ้าประตู

ย้อนกลับไปเมื่อ 5000 ปีที่แล้ว ในดินแดนอันแสนรุ่งเรืองในอดีตที่มีชื่อว่าอัสซีเรีย หรือ ประเทศอิรักในปัจจุบัน สัตว์ประหลาดลูกครึ่งที่มีร่างกายเป็นวัวยักษ์มีปีก และศีรษะเป็นชายนามว่า ลามาซู เป็นที่เคารพในฐานะเทพเจ้าผู้ปกป้องของชนชาติอัสซีเรียน โดยในสมัยนั้นทุกบ้านจะต้องมีแผ่นจารึกสลักรูปลามาซูฝังไว้ใต้ประตูหน้าบ้าน เพื่อป้องกันผีร้ายมาทำอันตรายในยามค่ำคืน ยิ่งตามสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งพระราชวัง ห้องสมุด หรือสิ่งก่อสร้างใดๆ ก็ตามที่มีขนาดใหญ่ เจ้าลามาซูจะถูกสร้างไว้เป็นนายทวารเฝ้าประตู โดยจะมีขนาดใหญ่มากขนาบที่ฝั่งซ้ายและขวาของประตูอย่างละตัว เชื่อกันว่า สัตว์เทพเจ้าองค์นี้จะคอยเฝ้าดูผู้ที่เดินผ่านประตูว่ามาดีหรือมาร้าย ทุกวันนี้ อาณาจักรอัสซีเรียได้ล่มสลายไปแล้วลามาซูจึงถูกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้าประตูในพิพิธภัณฑ์ดังหลายๆประเทศแทน เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันนี และสหรัฐอเมริกา ว่าไปแล้วก็น่าอิจฉาเจ้านี่น้า ถ้าได้มีโอกาสแวะไป ก็ฝากทักทายลามาซูด้วย ถ้าได้พบตัวจริงแล้วจะประทับใจในความยิ่งใหญ่และขนาดตัวของท่านสัตว์เทพตัวนี้มากเลยละ

แชมรอส ปักษาราชา

มีเรื่องเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นในหมู่ชาวเปอร์เซียนถึงนกอมตะที่ไม่มีวันตาย มีลำตัวท่อนล่างเป็นสุนัข อาศัยอยู่บนภูเขาอัลเบิร์ซ หนึ่งในภูเขาในตำนานของเปอร์เซียเป็นภูเขาสูงที่ล้อมรอบไปด้วยอวกาศและดวงดาว ซึ่งนอกจากจะมีตำแหน่งในฐานะราชาของมวลหมู่ปักษาทั่วทั้งโลก ให้การปกป้องคุ้มครองดูแอล ตลอดจนมีอำนาจสั่งการนกทุกตัวบนโลกใบนี้แล้ว ยังมีส่วนช่วยในการเพาะพันธุ์พืชต่างๆบนโลกอีกด้วย โดยธรรมชาติแล้วแชมรอสอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้มหัศจรรย์ต้นหนึ่งที่มีหน้าที่ผลิตเมล็ดพืชชนิดใหม่เอี่ยมต่างๆ ถึง 1000 ชนิดเจ้าแชมรอสมีหน้าที่โปรยเมล็ดพืชเหล่านี้กระจายออกไปทั่วโลก ให้เราได้มีต้นไม้ใหม่ๆดอกไม้สวยๆ ไว้ดูกัน แต่ปักษาราชาอย่างแชมรอสก็ไม่ได้เป็นราชาที่ใจดีซะทีเดียวหรอกนะ แชมรอสยังมีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากเทพให้คอยคุ้มครองเมืองเปอร์เซียอีกด้วย เพราะเปอร์เซียมักจะถูกกลุ่มโจรบุกมาปล้นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเมื่อเหตุร้ายเกิดขึ้น ราชาอย่างแชมรอสก็จะบินขึ้นสู่น่านฟ้าสอดส่ายสายตาหากลุ่มคนชั่ว และสำเร็จโทษด้วยกรงเล็บอันแหลมคมทุกครั้งไป

     ฟินิกซ์ นกไฟผู้เป็นอมตะ

     นกฟินิกซ์เป็นอีกหนึ่งสัตว์เทพในตำนานที่มีชื่อเสียงโด่งดังจนถูกเอาไปใส่ไว้ในหนังสือแฟนตาซีอยู่บ่อยครั้ง นกฟินิกซ์เป็นนกที่มีขนสีแดงเพลิง จะงอยปากและอุ้งเท้าเป็นสีเหลืองทอง มีเสียงที่ไพเราะราวกับเสียงดนตรีทั้งยังมีเวทมนตร์ที่กระตุ้นให้เกิดความกล้าหาญในคนดี และเกิดความกลังในคนที่คิดร้าย แถวยังเป็นนกอมตะที่ไม่มีวันตายอีกด้วย แต่ไม่ใช่อยู่จนแก่เป็นปู่ไปเรื่อยๆนะ นกฟินิกซ์จะมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 500 ปี เมื่อถึงเวลามันจะลุกเป็นเพลิงเผาไหม้ตัวเองเหลือแต่กองขี้เถ้า จากนั้นก็ฟื้นขึ้นมาจากกองขี้เถ้าเป็นลูกนกตัวใหม่ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ฟินิกซ์เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความอมตะ มีความเชื่อถึงขนาดที่ว่าน้ำตาของนกฟินิกซ์นั้น สามารถชุบชีวิตคนขึ้นมาจากความตายได้ ส่วนในเรื่องการเกิดของเจ้านกไฟ ในเทพนิยายกรีกมีการกล่าวถึงเทพอพอลโล่ที่หลงใหลในความงามของฟินิกซ์จึงขอให้มาอยู่ข้างกายพระองค์ แลกกับพรแห่งความเป็นอมตะ แต่แท้จริงแล้วต้นตำหรับของฟินิกซ์นั้นมีที่มาจากคัมภีร์แห่งเวทมนตร์ของชาวไอยคุปต์ที่ชื่อว่า หนังสือแห่งความตาย เล่าถึงนกยักษ์ที่ฟื้นขึ้นมาจากกองเพลิง และมุ่งหน้าสู่เมืองใหม่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่นั่นเอง

อัลกานอส ปักษาสวรรค์

    นกสาวแสนสวยตัวนี้เป็นเรื่องเล่าอยู่ในเทพนิยายของชาวสลาฟ หรือชาวยุโรปตะวันออก อัลกานอสมีรูปลักษณ์ท่อนบนเป็นหญิงสาว และท่อนล่างเป็นนกทั้งหมด แต่นางไม่ใช่สัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งนกอย่างเดียวนะ อัลกานอสยังได้รับพรจากพระเจ้าให้มีเสียงอันไพเราะเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าหากมนุษย์ผู้ใดได้ฟังเสียงจากนกอัลกานอสแล้วละก็ จะหลงวนเวียนอยู่ในความสุขสียจนลืมทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ไปเลย แต่ใช่ว่าจะมีโอกาสได้ฟังกันง่ายๆนะ เพราะโดยปกติแล้วนกเผ่าพันธุ์นี้จะอาศัยอยู่บนสวรรค์กับคู่ฝ่ายชายที่เรียกกันว่าซีเรียนเท่านั้น มีเพียงนานๆครั้งที่จะลงมายังโลกมนุษย์ เช่น ในเวลาที่จะต้องวางไข่ โดยจะลงมาวางไข่ที่ชายหาดสุดขอบโลก และฟักไข่โดยการโยนมันลงไปในทะเลลึก ตลอดระยะเวลาในการฟังไข่จะเกิดพายุอย่างรุนแรงขึ้นในบริเวณนั้น และจะไม่มีผู้ใดสามารถฝ่ากระแสลมเข้ามาได้จนกว่าจะครบ 7 วัน และลูกนกได้ลืมตาออกจากไข่ และบินกลับสู่สวรรค์

ยูนิคอร์น สัญลักษณ์แห่งความดีงาม

            ยูนิคอร์นไม่ใช่สัตว์ที่มีเพียงแค่ในตำนานเท่านั้น มีบันทึกถึงสัตว์ที่มีรูปร่างเหมือนม้าสีขาว ขาเหมือนลา มีเขายาวกลางหน้าผาก และไม่มีปีกนะจะ ตามบันทึกกล่าวไว้ว่าพบสัตว์ตัวนี้ในป่าลึกของประเทสอินเดีย และสกอตแลนด์ ซึ่งสอดคล้องกับตำนานของยูนิคอรืนที่บอกไว้ว่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาวนานนับร้อยปี ชื่นชอบความสงบและมักอาศัยอยู่ในป่าลึก ส่วนสิ่งที่ทำให้ยูนิคอร์นโด่งดังจนอาจจะเป้นสาเหตุที่ทำให้เจ้าม้ามีเขาตัวนี้กลายเป็นเพียงตำนาน ก็คือ ความเชื่อที่ว่าเขาของยูนิคอร์นมีฤทธิ์เป็นยาชั้นเลิศ สามารถถอนพิษใดๆ ก็ได้ จึงเกิดกระแสการล่ายูนิคอร์นขึ้นทั่วยุโรป แต่อย่านึกว่าจะล่าได้ง่ายๆนะ ยูนิคึอร์นเป็นสัตว์ที่มีความว่องไวสูงปานสายลมพัด เร็วจนไม่มีมนุษย์หน้าไหนสามารถจับได้ แถมยังลือกันว่าเป็นสัตว์ที่ฉลาดสุดๆ มีโทรจิต สามารถติดต่อกับตัวอื่นๆได้เพียงแค่การส่งกระแสจิตเท่านั้นอีกด้วย แต่ท้ายที่สุด เจ้าม้าแสนเริ่ดพันธุ์นี้ ก็พ่ายแพ้ให้กับสาวงาม ตามตำนานระบุไว้เลยว่า วิธีเดียวที่จะจับยูนิคอร์นได้ คือต้องส่งสาวพรหมจรรย์เข้าไปแล้วเจ้าสัตว์แสนหยิ่งตัวนี้ ก็จะมาคลอเลียอยู่ใกล้ๆ ยอมแม้กระทั่งนอนหนุนตักสาวที่จะแอบตัดเขาเอายูนิคอร์นออกไปและนำมาซึ่งความตายของมันในท้ายที่สุด

กริฟฟิน ราชาแห่งสัตว์

            กริฟฟินได้รับการยอมรับว่าเป้นเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวง มีหัว ขาหน้า และปีกของนกอินทรีย์เจ้าแห่งเวหา มีลำตัวและหางเป็นราชสีห์ ว่าแต่รู้กันรึเปล่าว่ากริฟฟิน ตัวที่รู้จักกันนะ จริงๆ แล้วมันเป็นตัวเมียนะจ๊ะ กริฟฟินตัวผู้จะไม่มีปีก แต่จะมีหนามแหลมๆ บริเวรณที่เป็นปีกแทน ที่มาของกริฟฟินก็ไม่ได้มีเล่าขานกันในเฉพาะเทพปกรณัมกรีกเท่านั้น แต่โผล่ไปหลายประเทสมากๆ ที่เก่าแก่ที่สุดก็คือ จารึกที่มีอายุ 3000 ปีก่อนคริสตศักราชที่ประเทสอียิปต์ และเนื่องจากเจ้าตัวกริฟฟินมีพละกำลังมากมาย ถึงขนาดที่ว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่สุสีกับมังกรกันเลยแถมยังมีนิสัยหลงไหลในเพชรพลอยและทองอีกด้วย จึงมักจะมีตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับกริฟฟินองครักษ์ผู้เผ้าถ้ำสมบัติอยู่เสมอ และด้วยภาพลักษณ์แห่งการเป็นผู้พิทักษ์ปกป้อง ดังนั้น หากแวะเวียนไปเที่ยวแถบยุโรปก็มักจะเจอรูปปั้นเจ้ากริฟฟินตัวนี้ที่หน้าโบสถืปราสาท หรือ อาคารสำคัญ แถมถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่ากริฟฟินถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์หรือตระกูลต่างๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลนั้นๆ